ระบบการเมืองการปกครองตามฉบับของเดวิด
อีสตัน
ระบบการเมืองการปกครอง (political
system) ตามคำจำกัดความของ เดวิด อีสตัน (David Easton) อาจารย์ทางรัฐศาสตร์ชาวอเมริกัน จะประกอบด้วย 3 ส่วนด้วยกัน
ซึ่งได้แก่ ชุมชนทางการเมือง (political community) ระบอบการปกครองบริหาร
(political regime) และเจ้าหน้าที่การเมือง (political
authorities) ซึ่งในความจริง 3 ส่วนนี้ก็คือการขยายความกลไกของรัฐ
(state) ซึ่งเป็นการจัดตั้งเพื่อการบริหารสังคมมนุษย์ แต่เป็นการแยกให้ละเอียดลงไปเพื่อให้เข้าใจง่ายและมีความชัดเจนยิ่งขึ้น
เดวิด อีสตัน พยายามชี้ให้เห็นว่าระบบการเมืองการปกครองซึ่งประกอบด้วยสามส่วนนี้จะคงอยู่ได้
จะต้องได้รับการสนับสนุน (support) จากสมาชิกของคนในสังคม
ซึ่งหมายความว่าจะต้องมีความชอบธรรม (political legitimacy) อันได้แก่
การยอมรับโดยคนในสังคมครบถ้วนทั้งสามส่วน แต่ขณะเดียวกันบางครั้งเมื่อเกิดปัญหาทางการเมืองขึ้นซึ่งมองได้จากการสูญเสียการสนับสนุนของคนในสังคมต่อส่วนต่างๆ
ก็ย่อมจะนำไปสู่วิกฤตทางการเมืองได้ จึงจะขอขยายความโดยสังเขปดังต่อไปนี้
ก) ชุมชนทางการเมือง (political
community) คำว่า ชุมชนทางการเมือง หมายถึงหน่วยการเมืองที่มีการจัดตั้งขึ้นโดยคนในสังคมแม้จะมีความแตกต่างทางเผ่าพันธุ์
ศาสนา หรือภาษาใด ยอมรับว่าเป็นหน่วยการเมืองที่ตนต้องการให้คงอยู่ และตนต้องการเป็นสมาชิกภาพของชุมชนการเมืองนั้น
ในยุคปัจจุบันหน่วยการเมืองขั้นพื้นฐานที่ปรากฏอยู่คือ รัฐชาติ (nation-state)
เช่น ประเทศไทย ประเทศมาเลเซีย ฯลฯ โดยคนในสังคมเรียกตัวเองว่าเป็นคนไทยหรือเป็นคนมาเลเซียด้วยความเต็มใจ
ขณะเดียวกันก็อาจมีความภูมิใจที่เป็นสมาชิกของชุมชนนั้นๆ แต่เมื่อใดก็ตามที่คนเริ่มรู้สึกว่าการเป็นสมาชิกของชุมชนการเมืองนั้นๆ
ไม่เอื้ออำนวยประโยชน์ในแง่สิทธิเสรีภาพ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ความเท่าเทียมกันในทางการเมือง
ความยุติธรรม และการปฏิบัติที่คำนึงถึงเกียรติและศักดิ์ศรี การสนับสนุนต่อชุมชนทางการเมืองนั้นก็จะเริ่มสึกกร่อน
เริ่มรู้สึกแปลกแยกจากชุมชนการเมืองนั้น จนบางครั้งอาจนำไปสู่ความต้องการที่จะแยกตัวเป็นชุมชนการเมืองต่างหาก
เช่น กรณีอีสต์ติมอร์แยกจากอินโดนีเซีย หรือกรณีบังคลาเทศ ซึ่งแยกออกมาจากปากีสถาน
ข) ระบอบการปกครองบริหาร (political
regime) ซึ่งหมายถึงระบบการเมืองที่ใช้ในการบริหารประเทศ เช่น ระบบการเมืองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช
ระบบเผด็จการทหาร และประชาธิปไตย เป็นต้น ถ้าคนในชุมชนการเมืองให้การสนับสนุนต่อระบอบการปกครองบริหาร
เช่น คนอเมริกันมีศรัทธาและเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตยที่ใช้ในอเมริกามากว่า 200
ปี ระบอบการปกครองบริหารนั้นก็จะมีเสถียรภาพในแง่การสนับสนุนจากคนในชุมชนการเมือง
ข้อที่น่าสังเกตก็คือ คนในสังคมอาจจะสนับสนุนระบอบการปกครองบริหาร เช่น คนที่มีศรัทธาในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย
แต่ก็อาจไม่ให้การสนับสนุนต่อชุมชนการเมืองถ้าตนเป็นชนกลุ่มน้อยที่เสียเปรียบ ในกรณีเช่นนี้ถึงแม้สมาชิกในสังคมนั้นจะสนับสนุนต่อระบอบการปกครองบริหาร
(political regime) แต่อาจไม่ให้การสนับสนุนต่อชุมชนทางการเมือง
(political community) โดยคิดจะแยกตัวไปปกครองตนเอง
ค) เจ้าหน้าที่ทางการเมือง (political
authorities) ซึ่งประกอบด้วย ผู้บริหารประเทศโดยกว้างๆ จะได้แก่ สมาชิกรัฐสภา
รัฐบาล ตุลาการ และระบบราชการอันประกอบด้วย กระทรวง ทบวง กรม หรือกล่าวง่ายๆ
คือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถ้าจะพูดเฉพาะเจาะจงเจ้าหน้าที่ทางการเมืองที่เด่นที่สุดก็คือฝ่ายบริหาร
อันได้แก่ รัฐบาลซึ่งมีประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าคณะ สมาชิกสังคมที่ให้การสนับสนุนต่อชุมชนทางการเมือง
(political community) และระบอบการปกครองบริหาร (political
regime) อาจไม่ให้การสนับสนุนเจ้าหน้าที่ทางการเมือง (political
authorities) เนื่องจากมีผลงานไม่เป็นที่พอใจ แก้ปัญหาที่สังคมกำลังเผชิญอยู่ไม่ได้
ภายใต้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยก็คงต้องใช้วิธีรอให้มีการเลือกตั้งทั่วไป เพื่อจะได้เลือกสมาชิกของพรรคอื่นมาทำหน้าที่แทนชุดเดิม
ในกรณีเช่นนี้ต้องถือได้ว่าระบบการเมืองการปกครองมีเสถียรภาพพอสมควร กล่าวคือ ประชาชนยังให้การสนับสนุนชุมชนทางการเมืองระบอบการปกครองบริหาร
แต่อาจจะไม่สนับสนุนเจ้าหน้าที่ทางการเมือง แต่เมื่อใดก็ตามที่ประชาชนเริ่มไม่ให้การสนับสนุนเจ้าหน้าที่ทางการเมืองรวมทั้งระบอบการปกครองบริหาร
ก็ต้องมีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบบ ในกรณีเช่นนี้การสนับสนุนต่อชุมชนทางการเมืองยังคงอยู่
และเมื่อใดก็ตามที่คนในสังคมเลิกการสนับสนุนชุมชนทางการเมืองและมีพลังพอที่จะแยกตัวออกไปก็จะกลายเป็นวิกฤตทางการเมืองที่รุนแรง
มองจากกรอบการวิเคราะห์ที่กล่าวมาเบื้องต้น พอที่จะนำมาปรับวิเคราะห์กับสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้
ส่วนที่หนึ่ง การสนับสนุนต่อชุมชนทางการเมือง (political community) นั้นที่เป็นปัญหามากที่สุดคือเหตุการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งขบวนการแยกดินแดน เพราะนั่นคือความพยายามที่จะถอนการสนับสนุนที่มีต่อชุมชนทางการเมือง
ซึ่งย่อมหมายความว่า การสนับสนุนที่มีต่อระบอบการปกครองบริหารและเจ้าหน้าที่ทางการเมืองก็จะหมดไปโดยปริยาย
นอกเหนือจากนั้นความรู้สึกที่มีการแบ่งเหนือ-ใต้ (โชคดีที่ยังไม่ขยายตัวไปอย่างกว้างขวาง)
ก็เป็นภยันตรายที่ต้องระมัดระวังเพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อความแตกแยกของคนในสังคมเนื่องจากความรู้สึกเรื่องภูมิภาคนิยมที่รุนแรง
ซึ่งย่อมจะมีผลกระทบโดยตรงต่อชุมชนทางการเมือง
ส่วนที่สอง ระบอบการปกครองบริหาร (political regime) หรือระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญปี
2540 กำลังเป็นที่ถูกสอบถามถึงความเหมาะสมว่าจะนำไปสู่การปฏิบัติต่อไปได้หรือไม่อย่างไร
การพูดถึงการปฏิรูปการเมืองก็ดี การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ดี การพูดถึงจุดด้อยต่างๆ
ของระบอบการปกครองบริหารขณะนี้ เช่น อำนาจที่เกินเลยของหัวหน้าฝ่ายบริหาร การขาดความอิสระของสมาชิกพรรคการเมือง
การเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์และเที่ยงธรรม การไร้ประสิทธิภาพของการสกัดกั้นการฉ้อราษฎร์บังหลวง
การละเมิดกฎหมาย และหลักนิติธรรม ฯลฯ ทั้งหลายทั้งปวงดังกล่าวนี้ทำให้เกิดการเสื่อมศรัทธาต่อระบอบการปกครองบริหาร
(political regime) ซึ่งเป็นวิกฤตทางการเมืองที่ปฏิเสธไม่ได้และจำต้องมีการแก้ไขอย่างรีบด่วน
ส่วนที่สาม เจ้าหน้าที่ทางการเมือง ซึ่งได้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งบริหารในปัจจุบันกำลังเผชิญกับปัญหาเช่นเดียวกัน
เป็นที่ทราบกันดีว่าได้มีความพยายามที่จะกดดันทางการเมืองให้หัวหน้าฝ่ายบริหารลงจากตำแหน่ง
อันหมายถึงการเปลี่ยนแปลงเจ้าหน้าที่ทางการเมืองทั้งคณะ และในขณะนี้ต่างฝ่ายต่างก็ยึดมั่นในหลักการ
ความถูกต้อง ที่ต่างฝ่ายต่างถือเป็นสรณะ โดยฝ่ายที่ดำรงตำแหน่งอำนาจบริหารขณะนี้อ้างถึงความถูกต้องทางกฎหมาย
(legality) ว่าเข้าสู่ตำแหน่งโดยกติกา
ส่วนฝ่ายผู้ต่อต้านนั้นก็อ้างถึงการขาดความชอบธรรม (legitimacy) และธรรมแห่งอำนาจ (moral authority) ของผู้ดำรงตำแหน่งบริหารในขณะนี้
การสนับสนุนของสมาชิกในชุมชนการเมืองต่อเจ้าหน้าที่ทางการเมืองในขณะนี้แบ่งเป็น 3
ฝ่าย ฝ่ายที่ยังสนับสนุนอยู่ ฝ่ายที่ถอนการสนับสนุน และฝ่ายซึ่งยืนอยู่ตรงกลาง
ซึ่งก็ยังไม่ทราบว่าจะลงเอยในรูปใด แต่ที่ทราบแน่ๆ ก็คือในส่วนของชุมชนทางการเมือง
(political community) นั้นแม้จะมีปัญหาเช่นในสามจังหวัดภาคใต้ แต่คนในสังคมส่วนใหญ่ยังคงไว้ซึ่งการสนับสนุนต่อชุมชนการเมืองที่เป็นรัฐชาติที่เป็นที่รู้จักกันว่า
ราชอาณาจักรไทย ส่วนการสนับสนุนต่อระบอบการปกครองบริหาร (political regime)
ก็เป็นปัญหาที่ต้องยอมรับว่าจำเป็นต้องมีการแก้ไข ซึ่งขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและเงื่อนเวลาของแต่ละฝ่ายที่ยังตกลงกันไม่ได้
เป็นต้นว่า ต้องมีการปฏิรูปการเมืองก่อนมีการเลือกตั้ง หรือเลือกตั้งแล้วจึงมาปฏิรูปการเมือง
เป็นต้น แต่ในส่วนของเจ้าหน้าที่ทางการเมือง (political authorities) ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีทั้งฝ่ายที่ให้การสนับสนุนและฝ่ายที่ต่อต้าน โดยขณะนี้ยังไม่มีทางออกที่เด่นชัด
แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ เจ้าหน้าที่ทางการเมือง (political authorities)
และระบบการปกครองบริหาร (political regime) ที่มีปัญหาเรื่องความชอบธรรม
(legitimacy) และธรรมแห่งอำนาจ (moral authority) ยากที่จะธำรงอยู่ได้เพราะจะขาดการสนับสนุน (support) จากสมาชิกในชุมชนการเมือง (political community) อย่างแท้จริง
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจากสภาพดังกล่าวข้างบนนี้ก็คือความไม่แน่ใจของตนต่ออนาคตของบ้านเมือง
ความสับสนและความเครียด และความหวาดระแวงว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งอาจจะนำไปสู่การประจันหน้าที่ใช้ความรุนแรงจนนำไปสู่กลียุคหรือมิคสัญญี
อาการที่แสดงออกก็คืออาการของความรู้สึกที่เย้ยหยัน ดูหมิ่นดูแคลนทางการเมือง (political cynicism) และบางคนก็เกิดความรู้สึกแปลกแยก
(alienation) จากสังคม เกิดความท้อแท้เบื่อหน่าย (designation)
และหลีกหนี (escape) โดยพยายามเลี่ยงอ่านข่าวการเมืองและพุดคุยเรื่องประเด็นทางการเมือง
บางคนก็ป้องกันตัวด้วยการถอนตัว (withdrawal in self-defence) โดยหันไปทำเรื่องอื่นโดยตัดขาดจากเรื่องการเมืองโดยสิ้นเชิง
ทั้งหลายทั้งปวงดังกล่าวนี้ทำให้ระบบการเมืองการปกครอง
(political system) แขวนอยู่บนความไม่แน่นอน
ล่องลอยไร้จุดหมาย (in limbo) ซึ่งเป็นสภาวะที่ส่งผลในทางลบอย่างยิ่งต่อสุขภาพจิตของปัจเจกบุคคล
ต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน ต่อความศรัทธาที่มีต่อระบบการเมืองการปกครอง และต่อความเชื่อมั่นที่จะควบคุมทิศทางของอนาคตของสังคม
ที่วิเคราะห์มาทั้งหมดนี้มิใช่เป็นการมองโลกในแง่ร้าย
แต่เป็นการวิเคราะห์อย่างวัตถุวิสัยในสายตาของผู้เขียน ซึ่งอาจเป็นการวิเคราะห์ผิดโดยสิ้นเชิง
นอกจากนี้แม้จะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นก็อาจจะไม่ร้ายอย่างที่คิด ดังคำกล่าวที่ว่า "What comes is usually not half as bad as one feared" และคงจะจำได้ว่าตอนที่คนอเมริกันกำลังเกิดความไม่แน่ใจต่ออนาคตของตนเนื่องจากเศรษฐกิจตกต่ำและมีคนว่างงานเป็นจำนวนมาก
ประธานาธิบดีแฟรงกินส์ ดี รุสเวลท์ ได้กล่าวว่า There is nothing to fear
but fear itself "ไม่มีอะไรที่จะต้องกลัวนอกจากความกลัว"
การเมืองระบอบประชาธิปไตยในปัจจุบัน
ประชาชนไทยมีเสรีภาพทางการเมืองพอสมควร
สามารถที่จะแสดงออกทางการเมืองได้ ไม่ว่าจะเป็นการรวมกลุ่มกันจัดตั้งพรรคการเมือง แม้จะยังไม่มีกฎหมายพรรคการเมืองมารองรับ
เช่น ในกาเลือกตั้งหลายครั้งแม้ไม่มีกฎหมายพรรคการเมือง
แต่ในพฤติกรรมความเป็นจริงนั้น ก็มีการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นพลายพรรค โดยอาศัยเสรีภาพที่ได้รับการยอมรับโดยรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายแม่บทการรวมกลุ่มเป็นสมาคมสหภาพ
ก็สามารถทำได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย การเคลื่อนไหวทางการเมือง เช่น การเดินขบวน
หรือการชุมนุมกันเพื่อยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาล ก็มีปรากฏและไม่ได้รับการขัดขวางในการแสดงออก
ตราบเท่าที่ไม่มีการละเมิดกฎหมาย เสรีภาพในการพูด การพิมพ์และโฆษณา ซึ่งเป็นไปอย่างกว้างขวาง
จนน่าจะเป็นที่ยอมรับว่าประเทศไทยนั้น ให้เสรีภาพทางการเมืองแก่ประชาชน ตามหลักประชาธิปไตย
ถึงแม้ว่าจะมีการประกาศให้กฎอัยการศึก และมีประกาศหรือคำสั่งและกฎหมายบางฉบับจำกัดเสรีภาพในทางการเมืองบ้าง
แต่ในทางปฏิบัติก็มีการผ่อนผันและไม่เคร่งครัดในการบังคับใช้จนกระทั่งเป็นอุปสรรคต่อการแสดงออกทางการเมือง
ถ้าพิจารณาจากรัฐธรรมนูญฯ
พ.ศ. 2534 และรัฐธรรมนูญบางฉบับที่ใช้มาก่อนหน้านั้น
จะเห็นได้ว่าเป้าหมายของการพัฒนาทางการเมืองของไทยต้องการสร้างระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขโดยมีระบบพรรคการเมือง
ซึ่งจะเห็นได้จากการที่บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ให้ความสำคัญกับพรรคการเมืองมาก
เป็นต้นว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องสังกัดพรรคการเมือง
รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังกำหนดว่า เมื่อได้รับเลือกตั้งแล้วจะพ้นจากการเป็น
ส.ส.ทันทีที่ลาออกหรือถูกขับไล่ออกจากพรรค
จึงทำให้พรรคการเมืองมีบทบาทสำคัญในการดำเนินการในสภา นอกจากนี้
พะราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ. 2524
ยังพยายามวางแนวทางให้พรรคการเมืองมีลักษณะเป็นพรรคที่มีฐานสนับสนุนจากมวลชนอย่างกว้างขวาง
กล่าวคือต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 5,000 คน และต้องอยู่ในทุกภาค ภาคละไม่น้อยกว่า 5 จังหวัด
จังหวัดหนึ่งต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 50 คน
การเมืองระดับท้องถิ่น
อันได้แก่ เทศบาล และองค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งเป็นระดับ
และรูปแบบที่สำคัญนั้นก็ได้มีการเปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาเทศบาล และสมาชิกสภาจังหวัด
เมื่อต้นปี พ.ศ. 2523 เป็นต้นมา หลังจากที่ได้งดเว้นมานาน ปัจจุบันนี้ก็ได้ให้มีการดำเนินการ การปกครองระดับท้องถิ่นในแบบประชาธิปไตย
ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเมืองระดับท้องถิ่น อย่างไรก็ตามการเมืองระดับท้องถิ่นนี้ก็ยังไม่สู้ได้รับการสนใจจากประชาชนอย่างกว้างขวางนัก
จะเห็นได้จากการไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้แทนระดับท้องถิ่นยังอยู่ในอัตราที่ต่ำมาก รูปแบบลักษณะของหน่วยการปกครองท้องถิ่นก็ยังค่อนข้างเป็นไปแบบเดิม
คือ ไม่สู้อิสระในการดำเนินการมากนัก ทางการยังเข้าไปมีส่วนร่วมในการควบคุมและดำเนินการอยู่และยังได้รับความสนใจอยู่ในวงจำกัดเท่านั้น
อย่างไรก็ตามการที่จะเห็นรูปการเมืองการปกครองไทยพัฒนาไปสู่รูปแบบความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้นขึ้นอยู่กับประชาชนเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ
หากประชาชนมีความตื่นตัวและมีความสำนึกทางการเมืองสามารถใช้วิจารณญาณทางการเมืองได้ถูกต้อง
สนใจที่จะใช้สิทธิทางการเมืองลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และเลือกผู้แทนราษฎรที่ดีเข้าสู่สภา
บทบาท และพฤติกรรมทางการเมืองของนักการเมือง และกลุ่มการเมืองต่างๆ
ก็จะต้องพัฒนาดีขึ้นเรื่อยๆ และสามารถแก้ไขปัญหาของประเทศชาติได้ ทำให้ความศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยแพร่หลายขึ้นและเมื่อใดประชาชนส่วนใหญ่
มีความรู้ความเข้าใจและศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยแล้ว ก็เป็นที่แน่นอนว่าระบอบประชาธิปไตยจะต้องมีเสถียรภาพมั่นคงอยู่คู่กับการปกครองไทยตลอดไป
ปัจจุบันนี้จากการพิจารณาบรรยากาศการเมืองไทย
อาจกล่าวได้ว่า มีแนวโน้มไปในทางที่ดีขึ้นกว่าเดิมมาก ประชาชนมีความตื่นตัวและมีจิตสำนึกทางการเมืองมากขึ้น
จะเห็นได้จากสถิติผู้ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระยะหลังมีจำนวนเกินครึ่งทุกครั้ง
(การเลือกตั้งเมื่อ 18 เมษายน พ.ศ. 2526 มีผู้ไปลงคะแนนจำนวนร้อยละ 50.76 การเลือกตั้งเมื่อ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2529 ร้อยละ 61.43 การเลือกตั้งเมื่อ
24 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 ร้อยละ
63.56 และการเลือกตั้งเมื่อ 13 กันยายน พ.ศ. 2535 ร้อยละ 61.59) มีการเผยแพร่ข่าวสารการเมืองอย่างกว้างขวางโดยสื่อมวลชนทุกประเภททั้งหนังสือพิมพ์
วิทยุ และโทรทัศน์ทำให้ประชาชนสนใจและเข้าใจการเมืองมากขึ้น แม้ว่าจะยังมีจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องอยู่บ้าง
เช่น การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเงินที่เข้ามามีบทบาทสูงในการเลือกตั้ง หรือการที่นักการเมืองบางคน
มีบทบาทเป็นนักธุรกิจการเมืองแต่ในการเมืองระบบเปิด และในยุคที่ข่าวสารที่แพร่หลายได้กว้างขวางเช่นทุกวันนี้
ก็คงพอที่จะให้ความเชื่อมั่นได้ว่า ประชาชนจะมีส่วนช่วยควบคุมให้การเมืองพัฒนาไปในทางสร้างสรรค์ประโยชน์สุขให้กับประชาชนโดยส่วนรวมมากขึ้น
เพราะการกระทำที่ไม้ชอบมาพากลของนักการเมืองจะถูกเปิดเผยให้ทราบต่อสาธารณะทำให้ผู้ที่เป็นนักการเมืองต้องระมัดระวัง
พฤติกรรมของตนตามสมควร
อย่างไรก็ตาม
เป็นที่ยอมรับกันว่าในระบอบประชาธิปไตย นอกจากกลุ่มนักการเมืองที่รวมตัวกันเป็นพรรคการเมืองในระดับชาติ
หรือกลุ่มการเมืองในระดับท้องถิ่นที่รวมตัวกันเพื่อเข้าสมัครรับเลือกตั้งในระดับต่างๆ
แล้วยังต้องการให้มีการรวมกลุ่มของประชาชนในลักษณะกลุ่มผลประโยชน์ เช่น กลุ่มอาชีพ
กลุ่มอุดมการณ์ กลุ่มอาสาสมัครต่างๆ ที่ไม่ต้องการเข้ามามีตำแหน่งทางการเมือง
แต่ทำหน้าที่แสดงความคิดเห็น
วิพากษ์วิจารณ์ถึงปัญหาหรือประเด็นการเมืองที่เกิดขึ้น
แสงดความต้องการให้ผู้ปกครองรับทราบ
ทำให้ผู้ปกครองได้รับทราบข้อมูลและข่าวสารที่ถูกต้องของกลุ่มเพื่อประกอบการตัดสินใจ
ซึ่งปัจจุบันนี้ในการเมืองไทยก็มีกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ทั้งที่จัดตั้งเป็นทางการ
เช่น สหภาพ สมาคม หรือจัดตั้งอย่างไม่เป็นทางการ เช่น กลุ่ม ชมรมต่างๆ
รวมทั้งการรวมกลุ่มเฉพาะกิจ หรือเฉพาะกาลเป็นครั้งคราว เข้ามามีบทบาทในทางการเมืองเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลมีนโยบายตามที่กลุ่มชนต้องการ
เช่น การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ นักศึกษา กรรมกร ชาวไร่ ชาวนา
ก็มีการชุมนุมหรือเดินขบวนเพื่อให้ทางการได้รับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับกลุ่มหรือกับส่วนรวมอยู่เสมอ
เช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาพืชผลราคาตกต่ำ
ทำให้รัฐบาลต้องตื่นตัวอยู่เสมอในอันที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหาของประชาชน การเคลื่อนไหวทางการเมืองนอกสภาเช่นนี้
ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาในระบอบประชาธิปไตย
ตราบเท่าที่ไม่มีการกระทำที่ละเมิดกฎหมาย
เพราะเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการพยายามสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม
ยังมีสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งในระบอบประชาธิปไตยที่จะขาดเสียมิได้
คือ ประชาชนทุกคนต้องมี ขันติธรรม กล่าวคือ
สมาชิกในสังคมประชาธิปไตยจะต้องเป็นผู้มีความอดกลั้น อดทนอย่างยิ่ง
ต้องสามารถรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นที่ไม่ตรงกับความเห็นของตนได้
ต้องรอฟังความเห็นส่วนใหญ่จากบรรดาผู้เกี่ยวข้องในการที่จะดำเนินการ หรือแก้ไขปัญหาใดๆ
ที่เกิดขึ้นในสังคม
ทั้งต้องทนต่อสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นตามความต้องการของคนส่วนใหญ่ได้
กระบวนการของประชาธิปไตยจึงจำเป็นต้องอาศัยเวลา
ต้องค่อยเป็นค่อยไปและต้องมีการกระทำอย่างต่อเนื่อง
สมาชิกของสังคมนี้จึงต้องได้รับการปลูกฝังคุณสมบัติดังกล่าวตั้งแต่เยาว์วัยและพัฒนาขึ้นตามลำดับ
ดังนั้น การปฏิวัติ (การหมุนกลับ การเปลี่ยนแปลงระบบ) หรือการรัฐประหาร
(มีการใช้กำลังเปลี่ยนแปลงคณะรัฐบาลโดยฉับพลัน)
จึงเป็นวิธีการซึ่งขัดกับหลักการของระบอบประชาธิปไตยและไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาการปกครองระบอบนี้อย่างแน่นอน
เพราะทุกครั้งที่มีการปฏิวัติรัฐประหารจะต้องมีการล้มเลิกกฎหมายรัฐธรรมนูญ
คณะรัฐมนตรี และสภาผู้แทนราษฎร
ดังนั้นจึงต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
และการจัดตั้งรัฐบาลกันใหม่ทุกครั้งไป
เป็นเหตุให้ผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองและของประชาชนต้องชะงักงันไป
ได้เข้ามาอ่านแล้วนะ ชายโอ โลโซการเมือง
ตอบลบน้องโอได้อ่านระบบการเมืองเดวิดแล้วนะ
ตอบลบได้อ่านแล้วนะได้ความรู้มากๆค่ะ น้องโอลองเข้าไปอ่านบทความการเมืองการปกครองของไทยของห้องเรียนวัดโกเมศ อรอุมา เกิดภาษี บ้างนะค่ะ
ตอบลบได้เข้ามาอ่านแล้วนะจ๊ะ ชายโอ โลโซการเมือง
ตอบลบได้เข้ามาอ่านแล้วนะ... ชายโอ หร.โกเมศ
ตอบลบได้เข้ามาอ่านแล้วนะครับ ชายโอ หร.โกเมศ
ตอบลบได้เข้ามาอ่านแล้วนะ... ชายโอ หร.โกเมศ
ตอบลบตื่ินเต้นมากสนุกมาก ประหลาดใจ ไม่คิดไม่ฝันมาก่อนว่าจะได้มีโอกาสอ่านบทความที่ได้ความรู้เช่นนี้ บร๊ะเจ้าช่วยกล้วยทอดมันเยี่ยมเสียจริง ทำได้ดีมากๆเลยชอบคุณที่ได้ทำมาให้อ่าน อยากอ่านอีกๆๆๆวันหลังมาโพสต์อีกนะจะรออ่าน รวมดาราการเมืองขอบอกว่าชายโอเขาทำได้ดีจริงๆๆ
ตอบลบได้ความรู้มาอ่านอีกรอบแล้วค่ะ ว้าวๆๆสุดๆๆ....okมากม๊ากก
ตอบลบ