ทฤษฎีระบบในแง่ของโครงสร้าง-หน้าที่
ในทางรัฐศาสตร์ ตัวแทนของแนวความคิดที่มองระบบในแง่ของโครงสร้าง-หน้าที่ ได้แก่ เกเบรียล อัลมอนด์ ทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่ ของเขาไม่แตกต่างอะไรไปจากทฤษฎีระบบของอีสตัน กล่าวคือ ยังมองการทำงานของระบบการเมืองในแง่ของ “สิ่งที่เข้าไปในระบบกับสิ่งที่ออกมา” (Inputs-Outputs) แต่อัลมอนด์ให้ความสำคัญกับหน้าที่และภารกิจของระบบการเมืองมากกว่าอีสตัน โดยเขาเห็นว่าหน้าที่เป็นตัวกำหนดโครงสร้างในระบบการเมืองหนึ่ง (จุดนี้ถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะแสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างอัลมอนด์กับเฟรด ริกส์ ) การให้ความสำคัญในหน้าที่มากกว่าโครงสร้าง ทำให้อัลมอนด์เรียกวิธีการศึกษาของเขาว่า “The functional approach to comparative political”
อัลมอนด์มีความคิดเห็นว่า หน้าที่ที่สำคัญของการเมืองหนึ่ง ๆ ประกอบด้วยกลุ่มใหญ่ ๆ และเวลาศึกษาเปรียบเทียบระบบการเมืองนั้นก็จะเปรียบเทียบหน้าที่หลัก 3 กลุ่มนี้
1. ระดับระบบ (system function) มีหน้าที่
1.1กล่อมเกลาคนในระบบการเมือง ( socialization) ผู้ที่ทำหน้าที่นี้ ได้แก่ โรงเรียน ครอบครัว สื่อ องค์กรทางสังคม
1.2 การเลือกสรรทางการเมือง (recruitment function) มีหน้าที่คัดสรรคนเก่ง คนดี เข้าสู่การเมือง ผู้ที่ทำหน้าที่นี้ได้แก่ พรรคการเมือง
1.3การสื่อสารทางการเมือง ( communication ) มีหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสาร รายงานสถานการณ์ ความเห็นทางการเมือง ผู้ที่ทำหน้าที่นี้ได้แก่ สื่อสารมวลชน
2. ระดับกระบวนการ ( process function) หน้าที่ซึ่งจำเป็นสำหรับการกำหนดและปฏิบัตินโยบายในการเมือง มี 4 หน้าที่ คือ
2.1 การเรียกร้องผลประโยชน์ ( interest articulation)
2.2 การรวบรวมผลประโยชน์ (interest aggregation) เป็นหน้าที่ของพรรคการเมือง
2.3 กำหนดนโยบาย (policy marking) เป็นหน้าที่ของรัฐบาล
2.4 การนำโยบายไปปฏิบัติและตัดสิน ( policy implementation and adjudication)
เป็นหน้าที่ของระบบราชการและศาลตุลาการ
3. ระดับนโยบาย ( policy function)
3.1 Extraction การดึงเอาทรัพยากรออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับคนส่วนใหญ่
3.2 Regulation คือการควบคุม
3.3 distribution คือการแจกแจงแบ่งสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม
ในทางรัฐศาสตร์ ตัวแทนของแนวความคิดที่มองระบบในแง่ของโครงสร้าง-หน้าที่ ได้แก่ เกเบรียล อัลมอนด์ ทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่ ของเขาไม่แตกต่างอะไรไปจากทฤษฎีระบบของอีสตัน กล่าวคือ ยังมองการทำงานของระบบการเมืองในแง่ของ “สิ่งที่เข้าไปในระบบกับสิ่งที่ออกมา” (Inputs-Outputs) แต่อัลมอนด์ให้ความสำคัญกับหน้าที่และภารกิจของระบบการเมืองมากกว่าอีสตัน โดยเขาเห็นว่าหน้าที่เป็นตัวกำหนดโครงสร้างในระบบการเมืองหนึ่ง (จุดนี้ถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะแสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างอัลมอนด์กับเฟรด ริกส์ ) การให้ความสำคัญในหน้าที่มากกว่าโครงสร้าง ทำให้อัลมอนด์เรียกวิธีการศึกษาของเขาว่า “The functional approach to comparative political”
อัลมอนด์มีความคิดเห็นว่า หน้าที่ที่สำคัญของการเมืองหนึ่ง ๆ ประกอบด้วยกลุ่มใหญ่ ๆ และเวลาศึกษาเปรียบเทียบระบบการเมืองนั้นก็จะเปรียบเทียบหน้าที่หลัก 3 กลุ่มนี้
1. ระดับระบบ (system function) มีหน้าที่
1.1กล่อมเกลาคนในระบบการเมือง ( socialization) ผู้ที่ทำหน้าที่นี้ ได้แก่ โรงเรียน ครอบครัว สื่อ องค์กรทางสังคม
1.2 การเลือกสรรทางการเมือง (recruitment function) มีหน้าที่คัดสรรคนเก่ง คนดี เข้าสู่การเมือง ผู้ที่ทำหน้าที่นี้ได้แก่ พรรคการเมือง
1.3การสื่อสารทางการเมือง ( communication ) มีหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสาร รายงานสถานการณ์ ความเห็นทางการเมือง ผู้ที่ทำหน้าที่นี้ได้แก่ สื่อสารมวลชน
2. ระดับกระบวนการ ( process function) หน้าที่ซึ่งจำเป็นสำหรับการกำหนดและปฏิบัตินโยบายในการเมือง มี 4 หน้าที่ คือ
2.1 การเรียกร้องผลประโยชน์ ( interest articulation)
2.2 การรวบรวมผลประโยชน์ (interest aggregation) เป็นหน้าที่ของพรรคการเมือง
2.3 กำหนดนโยบาย (policy marking) เป็นหน้าที่ของรัฐบาล
2.4 การนำโยบายไปปฏิบัติและตัดสิน ( policy implementation and adjudication)
เป็นหน้าที่ของระบบราชการและศาลตุลาการ
3. ระดับนโยบาย ( policy function)
3.1 Extraction การดึงเอาทรัพยากรออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับคนส่วนใหญ่
3.2 Regulation คือการควบคุม
3.3 distribution คือการแจกแจงแบ่งสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น