วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

สแคสการเมือง กับ ชายโอ


ระบบการเมืองการปกครองตามฉบับของเดวิด อีสตัน
ระบบการเมืองการปกครอง (political system) ตามคำจำกัดความของ เดวิด อีสตัน (David Easton) อาจารย์ทางรัฐศาสตร์ชาวอเมริกัน จะประกอบด้วย 3 ส่วนด้วยกัน ซึ่งได้แก่ ชุมชนทางการเมือง (political community) ระบอบการปกครองบริหาร (political regime) และเจ้าหน้าที่การเมือง (political authorities) ซึ่งในความจริง 3 ส่วนนี้ก็คือการขยายความกลไกของรัฐ (state) ซึ่งเป็นการจัดตั้งเพื่อการบริหารสังคมมนุษย์ แต่เป็นการแยกให้ละเอียดลงไปเพื่อให้เข้าใจง่ายและมีความชัดเจนยิ่งขึ้น
เดวิด อีสตัน พยายามชี้ให้เห็นว่าระบบการเมืองการปกครองซึ่งประกอบด้วยสามส่วนนี้จะคงอยู่ได้ จะต้องได้รับการสนับสนุน (support) จากสมาชิกของคนในสังคม ซึ่งหมายความว่าจะต้องมีความชอบธรรม (political legitimacy) อันได้แก่ การยอมรับโดยคนในสังคมครบถ้วนทั้งสามส่วน แต่ขณะเดียวกันบางครั้งเมื่อเกิดปัญหาทางการเมืองขึ้นซึ่งมองได้จากการสูญเสียการสนับสนุนของคนในสังคมต่อส่วนต่างๆ ก็ย่อมจะนำไปสู่วิกฤตทางการเมืองได้ จึงจะขอขยายความโดยสังเขปดังต่อไปนี้
ก) ชุมชนทางการเมือง (political community) คำว่า ชุมชนทางการเมือง หมายถึงหน่วยการเมืองที่มีการจัดตั้งขึ้นโดยคนในสังคมแม้จะมีความแตกต่างทางเผ่าพันธุ์ ศาสนา หรือภาษาใด ยอมรับว่าเป็นหน่วยการเมืองที่ตนต้องการให้คงอยู่ และตนต้องการเป็นสมาชิกภาพของชุมชนการเมืองนั้น ในยุคปัจจุบันหน่วยการเมืองขั้นพื้นฐานที่ปรากฏอยู่คือ รัฐชาติ (nation-state) เช่น ประเทศไทย ประเทศมาเลเซีย ฯลฯ โดยคนในสังคมเรียกตัวเองว่าเป็นคนไทยหรือเป็นคนมาเลเซียด้วยความเต็มใจ ขณะเดียวกันก็อาจมีความภูมิใจที่เป็นสมาชิกของชุมชนนั้นๆ แต่เมื่อใดก็ตามที่คนเริ่มรู้สึกว่าการเป็นสมาชิกของชุมชนการเมืองนั้นๆ ไม่เอื้ออำนวยประโยชน์ในแง่สิทธิเสรีภาพ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ความเท่าเทียมกันในทางการเมือง ความยุติธรรม และการปฏิบัติที่คำนึงถึงเกียรติและศักดิ์ศรี การสนับสนุนต่อชุมชนทางการเมืองนั้นก็จะเริ่มสึกกร่อน เริ่มรู้สึกแปลกแยกจากชุมชนการเมืองนั้น จนบางครั้งอาจนำไปสู่ความต้องการที่จะแยกตัวเป็นชุมชนการเมืองต่างหาก เช่น กรณีอีสต์ติมอร์แยกจากอินโดนีเซีย หรือกรณีบังคลาเทศ ซึ่งแยกออกมาจากปากีสถาน
ข) ระบอบการปกครองบริหาร (political regime) ซึ่งหมายถึงระบบการเมืองที่ใช้ในการบริหารประเทศ เช่น ระบบการเมืองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช ระบบเผด็จการทหาร และประชาธิปไตย เป็นต้น ถ้าคนในชุมชนการเมืองให้การสนับสนุนต่อระบอบการปกครองบริหาร เช่น คนอเมริกันมีศรัทธาและเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตยที่ใช้ในอเมริกามากว่า 200 ปี ระบอบการปกครองบริหารนั้นก็จะมีเสถียรภาพในแง่การสนับสนุนจากคนในชุมชนการเมือง ข้อที่น่าสังเกตก็คือ คนในสังคมอาจจะสนับสนุนระบอบการปกครองบริหาร เช่น คนที่มีศรัทธาในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย แต่ก็อาจไม่ให้การสนับสนุนต่อชุมชนการเมืองถ้าตนเป็นชนกลุ่มน้อยที่เสียเปรียบ ในกรณีเช่นนี้ถึงแม้สมาชิกในสังคมนั้นจะสนับสนุนต่อระบอบการปกครองบริหาร (political regime) แต่อาจไม่ให้การสนับสนุนต่อชุมชนทางการเมือง (political community) โดยคิดจะแยกตัวไปปกครองตนเอง
ค) เจ้าหน้าที่ทางการเมือง (political authorities) ซึ่งประกอบด้วย ผู้บริหารประเทศโดยกว้างๆ จะได้แก่ สมาชิกรัฐสภา รัฐบาล ตุลาการ และระบบราชการอันประกอบด้วย กระทรวง ทบวง กรม หรือกล่าวง่ายๆ คือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถ้าจะพูดเฉพาะเจาะจงเจ้าหน้าที่ทางการเมืองที่เด่นที่สุดก็คือฝ่ายบริหาร อันได้แก่ รัฐบาลซึ่งมีประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าคณะ สมาชิกสังคมที่ให้การสนับสนุนต่อชุมชนทางการเมือง (political community) และระบอบการปกครองบริหาร (political regime) อาจไม่ให้การสนับสนุนเจ้าหน้าที่ทางการเมือง (political authorities) เนื่องจากมีผลงานไม่เป็นที่พอใจ แก้ปัญหาที่สังคมกำลังเผชิญอยู่ไม่ได้ ภายใต้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยก็คงต้องใช้วิธีรอให้มีการเลือกตั้งทั่วไป เพื่อจะได้เลือกสมาชิกของพรรคอื่นมาทำหน้าที่แทนชุดเดิม ในกรณีเช่นนี้ต้องถือได้ว่าระบบการเมืองการปกครองมีเสถียรภาพพอสมควร กล่าวคือ ประชาชนยังให้การสนับสนุนชุมชนทางการเมืองระบอบการปกครองบริหาร แต่อาจจะไม่สนับสนุนเจ้าหน้าที่ทางการเมือง แต่เมื่อใดก็ตามที่ประชาชนเริ่มไม่ให้การสนับสนุนเจ้าหน้าที่ทางการเมืองรวมทั้งระบอบการปกครองบริหาร ก็ต้องมีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบบ ในกรณีเช่นนี้การสนับสนุนต่อชุมชนทางการเมืองยังคงอยู่ และเมื่อใดก็ตามที่คนในสังคมเลิกการสนับสนุนชุมชนทางการเมืองและมีพลังพอที่จะแยกตัวออกไปก็จะกลายเป็นวิกฤตทางการเมืองที่รุนแรง มองจากกรอบการวิเคราะห์ที่กล่าวมาเบื้องต้น พอที่จะนำมาปรับวิเคราะห์กับสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้
ส่วนที่หนึ่ง การสนับสนุนต่อชุมชนทางการเมือง (political community) นั้นที่เป็นปัญหามากที่สุดคือเหตุการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขบวนการแยกดินแดน เพราะนั่นคือความพยายามที่จะถอนการสนับสนุนที่มีต่อชุมชนทางการเมือง ซึ่งย่อมหมายความว่า การสนับสนุนที่มีต่อระบอบการปกครองบริหารและเจ้าหน้าที่ทางการเมืองก็จะหมดไปโดยปริยาย นอกเหนือจากนั้นความรู้สึกที่มีการแบ่งเหนือ-ใต้ (โชคดีที่ยังไม่ขยายตัวไปอย่างกว้างขวาง) ก็เป็นภยันตรายที่ต้องระมัดระวังเพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อความแตกแยกของคนในสังคมเนื่องจากความรู้สึกเรื่องภูมิภาคนิยมที่รุนแรง ซึ่งย่อมจะมีผลกระทบโดยตรงต่อชุมชนทางการเมือง
ส่วนที่สอง ระบอบการปกครองบริหาร (political regime) หรือระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2540 กำลังเป็นที่ถูกสอบถามถึงความเหมาะสมว่าจะนำไปสู่การปฏิบัติต่อไปได้หรือไม่อย่างไร การพูดถึงการปฏิรูปการเมืองก็ดี การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ดี การพูดถึงจุดด้อยต่างๆ ของระบอบการปกครองบริหารขณะนี้ เช่น อำนาจที่เกินเลยของหัวหน้าฝ่ายบริหาร การขาดความอิสระของสมาชิกพรรคการเมือง การเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์และเที่ยงธรรม การไร้ประสิทธิภาพของการสกัดกั้นการฉ้อราษฎร์บังหลวง การละเมิดกฎหมาย และหลักนิติธรรม ฯลฯ ทั้งหลายทั้งปวงดังกล่าวนี้ทำให้เกิดการเสื่อมศรัทธาต่อระบอบการปกครองบริหาร (political regime) ซึ่งเป็นวิกฤตทางการเมืองที่ปฏิเสธไม่ได้และจำต้องมีการแก้ไขอย่างรีบด่วน
ส่วนที่สาม เจ้าหน้าที่ทางการเมือง ซึ่งได้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งบริหารในปัจจุบันกำลังเผชิญกับปัญหาเช่นเดียวกัน เป็นที่ทราบกันดีว่าได้มีความพยายามที่จะกดดันทางการเมืองให้หัวหน้าฝ่ายบริหารลงจากตำแหน่ง อันหมายถึงการเปลี่ยนแปลงเจ้าหน้าที่ทางการเมืองทั้งคณะ และในขณะนี้ต่างฝ่ายต่างก็ยึดมั่นในหลักการ ความถูกต้อง ที่ต่างฝ่ายต่างถือเป็นสรณะ โดยฝ่ายที่ดำรงตำแหน่งอำนาจบริหารขณะนี้อ้างถึงความถูกต้องทางกฎหมาย (legality) ว่าเข้าสู่ตำแหน่งโดยกติกา ส่วนฝ่ายผู้ต่อต้านนั้นก็อ้างถึงการขาดความชอบธรรม (legitimacy) และธรรมแห่งอำนาจ (moral authority) ของผู้ดำรงตำแหน่งบริหารในขณะนี้ การสนับสนุนของสมาชิกในชุมชนการเมืองต่อเจ้าหน้าที่ทางการเมืองในขณะนี้แบ่งเป็น 3 ฝ่าย ฝ่ายที่ยังสนับสนุนอยู่ ฝ่ายที่ถอนการสนับสนุน และฝ่ายซึ่งยืนอยู่ตรงกลาง ซึ่งก็ยังไม่ทราบว่าจะลงเอยในรูปใด แต่ที่ทราบแน่ๆ ก็คือในส่วนของชุมชนทางการเมือง (political community) นั้นแม้จะมีปัญหาเช่นในสามจังหวัดภาคใต้ แต่คนในสังคมส่วนใหญ่ยังคงไว้ซึ่งการสนับสนุนต่อชุมชนการเมืองที่เป็นรัฐชาติที่เป็นที่รู้จักกันว่า ราชอาณาจักรไทย ส่วนการสนับสนุนต่อระบอบการปกครองบริหาร (political regime) ก็เป็นปัญหาที่ต้องยอมรับว่าจำเป็นต้องมีการแก้ไข ซึ่งขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและเงื่อนเวลาของแต่ละฝ่ายที่ยังตกลงกันไม่ได้ เป็นต้นว่า ต้องมีการปฏิรูปการเมืองก่อนมีการเลือกตั้ง หรือเลือกตั้งแล้วจึงมาปฏิรูปการเมือง เป็นต้น แต่ในส่วนของเจ้าหน้าที่ทางการเมือง (political authorities) ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีทั้งฝ่ายที่ให้การสนับสนุนและฝ่ายที่ต่อต้าน โดยขณะนี้ยังไม่มีทางออกที่เด่นชัด แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ เจ้าหน้าที่ทางการเมือง (political authorities) และระบบการปกครองบริหาร (political regime) ที่มีปัญหาเรื่องความชอบธรรม (legitimacy) และธรรมแห่งอำนาจ (moral authority) ยากที่จะธำรงอยู่ได้เพราะจะขาดการสนับสนุน (support) จากสมาชิกในชุมชนการเมือง (political community) อย่างแท้จริง
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจากสภาพดังกล่าวข้างบนนี้ก็คือความไม่แน่ใจของตนต่ออนาคตของบ้านเมือง ความสับสนและความเครียด และความหวาดระแวงว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งอาจจะนำไปสู่การประจันหน้าที่ใช้ความรุนแรงจนนำไปสู่กลียุคหรือมิคสัญญี อาการที่แสดงออกก็คืออาการของความรู้สึกที่เย้ยหยัน ดูหมิ่นดูแคลนทางการเมือง (political cynicism) และบางคนก็เกิดความรู้สึกแปลกแยก (alienation) จากสังคม เกิดความท้อแท้เบื่อหน่าย (designation) และหลีกหนี (escape) โดยพยายามเลี่ยงอ่านข่าวการเมืองและพุดคุยเรื่องประเด็นทางการเมือง บางคนก็ป้องกันตัวด้วยการถอนตัว (withdrawal in self-defence) โดยหันไปทำเรื่องอื่นโดยตัดขาดจากเรื่องการเมืองโดยสิ้นเชิง
ทั้งหลายทั้งปวงดังกล่าวนี้ทำให้ระบบการเมืองการปกครอง (political system) แขวนอยู่บนความไม่แน่นอน ล่องลอยไร้จุดหมาย (in limbo) ซึ่งเป็นสภาวะที่ส่งผลในทางลบอย่างยิ่งต่อสุขภาพจิตของปัจเจกบุคคล ต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน ต่อความศรัทธาที่มีต่อระบบการเมืองการปกครอง และต่อความเชื่อมั่นที่จะควบคุมทิศทางของอนาคตของสังคม
ที่วิเคราะห์มาทั้งหมดนี้มิใช่เป็นการมองโลกในแง่ร้าย แต่เป็นการวิเคราะห์อย่างวัตถุวิสัยในสายตาของผู้เขียน ซึ่งอาจเป็นการวิเคราะห์ผิดโดยสิ้นเชิง นอกจากนี้แม้จะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นก็อาจจะไม่ร้ายอย่างที่คิด ดังคำกล่าวที่ว่า "What comes is usually not half as bad as one feared" และคงจะจำได้ว่าตอนที่คนอเมริกันกำลังเกิดความไม่แน่ใจต่ออนาคตของตนเนื่องจากเศรษฐกิจตกต่ำและมีคนว่างงานเป็นจำนวนมาก ประธานาธิบดีแฟรงกินส์ ดี รุสเวลท์ ได้กล่าวว่า There is nothing to fear but fear itself "ไม่มีอะไรที่จะต้องกลัวนอกจากความกลัว"
การเมืองระบอบประชาธิปไตยในปัจจุบัน
ประชาชนไทยมีเสรีภาพทางการเมืองพอสมควร สามารถที่จะแสดงออกทางการเมืองได้ ไม่ว่าจะเป็นการรวมกลุ่มกันจัดตั้งพรรคการเมือง แม้จะยังไม่มีกฎหมายพรรคการเมืองมารองรับ เช่น ในกาเลือกตั้งหลายครั้งแม้ไม่มีกฎหมายพรรคการเมือง แต่ในพฤติกรรมความเป็นจริงนั้น ก็มีการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นพลายพรรค โดยอาศัยเสรีภาพที่ได้รับการยอมรับโดยรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายแม่บทการรวมกลุ่มเป็นสมาคมสหภาพ ก็สามารถทำได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย การเคลื่อนไหวทางการเมือง เช่น การเดินขบวน หรือการชุมนุมกันเพื่อยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาล ก็มีปรากฏและไม่ได้รับการขัดขวางในการแสดงออก ตราบเท่าที่ไม่มีการละเมิดกฎหมาย เสรีภาพในการพูด การพิมพ์และโฆษณา ซึ่งเป็นไปอย่างกว้างขวาง จนน่าจะเป็นที่ยอมรับว่าประเทศไทยนั้น ให้เสรีภาพทางการเมืองแก่ประชาชน ตามหลักประชาธิปไตย ถึงแม้ว่าจะมีการประกาศให้กฎอัยการศึก และมีประกาศหรือคำสั่งและกฎหมายบางฉบับจำกัดเสรีภาพในทางการเมืองบ้าง แต่ในทางปฏิบัติก็มีการผ่อนผันและไม่เคร่งครัดในการบังคับใช้จนกระทั่งเป็นอุปสรรคต่อการแสดงออกทางการเมือง
ถ้าพิจารณาจากรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2534 และรัฐธรรมนูญบางฉบับที่ใช้มาก่อนหน้านั้น จะเห็นได้ว่าเป้าหมายของการพัฒนาทางการเมืองของไทยต้องการสร้างระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขโดยมีระบบพรรคการเมือง ซึ่งจะเห็นได้จากการที่บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ให้ความสำคัญกับพรรคการเมืองมาก เป็นต้นว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องสังกัดพรรคการเมือง รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังกำหนดว่า เมื่อได้รับเลือกตั้งแล้วจะพ้นจากการเป็น ส.ส.ทันทีที่ลาออกหรือถูกขับไล่ออกจากพรรค จึงทำให้พรรคการเมืองมีบทบาทสำคัญในการดำเนินการในสภา นอกจากนี้ พะราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ. 2524 ยังพยายามวางแนวทางให้พรรคการเมืองมีลักษณะเป็นพรรคที่มีฐานสนับสนุนจากมวลชนอย่างกว้างขวาง กล่าวคือต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 5,000 คน และต้องอยู่ในทุกภาค ภาคละไม่น้อยกว่า 5 จังหวัด จังหวัดหนึ่งต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 50 คน
          การเมืองระดับท้องถิ่น อันได้แก่ เทศบาล และองค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งเป็นระดับ และรูปแบบที่สำคัญนั้นก็ได้มีการเปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาเทศบาล และสมาชิกสภาจังหวัด เมื่อต้นปี พ.. 2523 เป็นต้นมา หลังจากที่ได้งดเว้นมานาน ปัจจุบันนี้ก็ได้ให้มีการดำเนินการ การปกครองระดับท้องถิ่นในแบบประชาธิปไตย ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเมืองระดับท้องถิ่น อย่างไรก็ตามการเมืองระดับท้องถิ่นนี้ก็ยังไม่สู้ได้รับการสนใจจากประชาชนอย่างกว้างขวางนัก จะเห็นได้จากการไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้แทนระดับท้องถิ่นยังอยู่ในอัตราที่ต่ำมาก รูปแบบลักษณะของหน่วยการปกครองท้องถิ่นก็ยังค่อนข้างเป็นไปแบบเดิม คือ ไม่สู้อิสระในการดำเนินการมากนัก ทางการยังเข้าไปมีส่วนร่วมในการควบคุมและดำเนินการอยู่และยังได้รับความสนใจอยู่ในวงจำกัดเท่านั้น
อย่างไรก็ตามการที่จะเห็นรูปการเมืองการปกครองไทยพัฒนาไปสู่รูปแบบความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้นขึ้นอยู่กับประชาชนเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ หากประชาชนมีความตื่นตัวและมีความสำนึกทางการเมืองสามารถใช้วิจารณญาณทางการเมืองได้ถูกต้อง สนใจที่จะใช้สิทธิทางการเมืองลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และเลือกผู้แทนราษฎรที่ดีเข้าสู่สภา บทบาท และพฤติกรรมทางการเมืองของนักการเมือง และกลุ่มการเมืองต่างๆ ก็จะต้องพัฒนาดีขึ้นเรื่อยๆ และสามารถแก้ไขปัญหาของประเทศชาติได้ ทำให้ความศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยแพร่หลายขึ้นและเมื่อใดประชาชนส่วนใหญ่ มีความรู้ความเข้าใจและศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยแล้ว ก็เป็นที่แน่นอนว่าระบอบประชาธิปไตยจะต้องมีเสถียรภาพมั่นคงอยู่คู่กับการปกครองไทยตลอดไป
ปัจจุบันนี้จากการพิจารณาบรรยากาศการเมืองไทย อาจกล่าวได้ว่า มีแนวโน้มไปในทางที่ดีขึ้นกว่าเดิมมาก ประชาชนมีความตื่นตัวและมีจิตสำนึกทางการเมืองมากขึ้น จะเห็นได้จากสถิติผู้ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระยะหลังมีจำนวนเกินครึ่งทุกครั้ง (การเลือกตั้งเมื่อ 18 เมษายน พ.. 2526 มีผู้ไปลงคะแนนจำนวนร้อยละ 50.76 การเลือกตั้งเมื่อ 27 กรกฎาคม พ.. 2529 ร้อยละ 61.43 การเลือกตั้งเมื่อ 24 กรกฎาคม พ.. 2531 ร้อยละ 63.56 และการเลือกตั้งเมื่อ 13 กันยายน พ.. 2535 ร้อยละ 61.59) มีการเผยแพร่ข่าวสารการเมืองอย่างกว้างขวางโดยสื่อมวลชนทุกประเภททั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ทำให้ประชาชนสนใจและเข้าใจการเมืองมากขึ้น แม้ว่าจะยังมีจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องอยู่บ้าง เช่น การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเงินที่เข้ามามีบทบาทสูงในการเลือกตั้ง หรือการที่นักการเมืองบางคน มีบทบาทเป็นนักธุรกิจการเมืองแต่ในการเมืองระบบเปิด และในยุคที่ข่าวสารที่แพร่หลายได้กว้างขวางเช่นทุกวันนี้ ก็คงพอที่จะให้ความเชื่อมั่นได้ว่า ประชาชนจะมีส่วนช่วยควบคุมให้การเมืองพัฒนาไปในทางสร้างสรรค์ประโยชน์สุขให้กับประชาชนโดยส่วนรวมมากขึ้น เพราะการกระทำที่ไม้ชอบมาพากลของนักการเมืองจะถูกเปิดเผยให้ทราบต่อสาธารณะทำให้ผู้ที่เป็นนักการเมืองต้องระมัดระวัง พฤติกรรมของตนตามสมควร
อย่างไรก็ตาม เป็นที่ยอมรับกันว่าในระบอบประชาธิปไตย นอกจากกลุ่มนักการเมืองที่รวมตัวกันเป็นพรรคการเมืองในระดับชาติ หรือกลุ่มการเมืองในระดับท้องถิ่นที่รวมตัวกันเพื่อเข้าสมัครรับเลือกตั้งในระดับต่างๆ แล้วยังต้องการให้มีการรวมกลุ่มของประชาชนในลักษณะกลุ่มผลประโยชน์ เช่น กลุ่มอาชีพ กลุ่มอุดมการณ์ กลุ่มอาสาสมัครต่างๆ ที่ไม่ต้องการเข้ามามีตำแหน่งทางการเมือง แต่ทำหน้าที่แสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ถึงปัญหาหรือประเด็นการเมืองที่เกิดขึ้น แสงดความต้องการให้ผู้ปกครองรับทราบ ทำให้ผู้ปกครองได้รับทราบข้อมูลและข่าวสารที่ถูกต้องของกลุ่มเพื่อประกอบการตัดสินใจ ซึ่งปัจจุบันนี้ในการเมืองไทยก็มีกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ทั้งที่จัดตั้งเป็นทางการ เช่น สหภาพ สมาคม หรือจัดตั้งอย่างไม่เป็นทางการ เช่น กลุ่ม ชมรมต่างๆ รวมทั้งการรวมกลุ่มเฉพาะกิจ หรือเฉพาะกาลเป็นครั้งคราว เข้ามามีบทบาทในทางการเมืองเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลมีนโยบายตามที่กลุ่มชนต้องการ เช่น การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ นักศึกษา กรรมกร ชาวไร่ ชาวนา ก็มีการชุมนุมหรือเดินขบวนเพื่อให้ทางการได้รับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับกลุ่มหรือกับส่วนรวมอยู่เสมอ เช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาพืชผลราคาตกต่ำ ทำให้รัฐบาลต้องตื่นตัวอยู่เสมอในอันที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหาของประชาชน การเคลื่อนไหวทางการเมืองนอกสภาเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาในระบอบประชาธิปไตย ตราบเท่าที่ไม่มีการกระทำที่ละเมิดกฎหมาย เพราะเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการพยายามสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม
ยังมีสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งในระบอบประชาธิปไตยที่จะขาดเสียมิได้ คือ ประชาชนทุกคนต้องมี ขันติธรรม กล่าวคือ สมาชิกในสังคมประชาธิปไตยจะต้องเป็นผู้มีความอดกลั้น อดทนอย่างยิ่ง ต้องสามารถรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นที่ไม่ตรงกับความเห็นของตนได้ ต้องรอฟังความเห็นส่วนใหญ่จากบรรดาผู้เกี่ยวข้องในการที่จะดำเนินการ หรือแก้ไขปัญหาใดๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ทั้งต้องทนต่อสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นตามความต้องการของคนส่วนใหญ่ได้ กระบวนการของประชาธิปไตยจึงจำเป็นต้องอาศัยเวลา ต้องค่อยเป็นค่อยไปและต้องมีการกระทำอย่างต่อเนื่อง สมาชิกของสังคมนี้จึงต้องได้รับการปลูกฝังคุณสมบัติดังกล่าวตั้งแต่เยาว์วัยและพัฒนาขึ้นตามลำดับ ดังนั้น การปฏิวัติ (การหมุนกลับ การเปลี่ยนแปลงระบบ) หรือการรัฐประหาร (มีการใช้กำลังเปลี่ยนแปลงคณะรัฐบาลโดยฉับพลัน) จึงเป็นวิธีการซึ่งขัดกับหลักการของระบอบประชาธิปไตยและไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาการปกครองระบอบนี้อย่างแน่นอน เพราะทุกครั้งที่มีการปฏิวัติรัฐประหารจะต้องมีการล้มเลิกกฎหมายรัฐธรรมนูญ คณะรัฐมนตรี และสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นจึงต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการจัดตั้งรัฐบาลกันใหม่ทุกครั้งไป เป็นเหตุให้ผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองและของประชาชนต้องชะงักงันไป

9 ความคิดเห็น:

  1. ได้เข้ามาอ่านแล้วนะ ชายโอ โลโซการเมือง

    ตอบลบ
  2. น้องโอได้อ่านระบบการเมืองเดวิดแล้วนะ

    ตอบลบ
  3. ได้อ่านแล้วนะได้ความรู้มากๆค่ะ น้องโอลองเข้าไปอ่านบทความการเมืองการปกครองของไทยของห้องเรียนวัดโกเมศ อรอุมา เกิดภาษี บ้างนะค่ะ

    ตอบลบ
  4. ได้เข้ามาอ่านแล้วนะจ๊ะ ชายโอ โลโซการเมือง

    ตอบลบ
  5. ได้เข้ามาอ่านแล้วนะ... ชายโอ หร.โกเมศ

    ตอบลบ
  6. ได้เข้ามาอ่านแล้วนะครับ ชายโอ หร.โกเมศ

    ตอบลบ
  7. ได้เข้ามาอ่านแล้วนะ... ชายโอ หร.โกเมศ

    ตอบลบ
  8. ตื่ินเต้นมากสนุกมาก ประหลาดใจ ไม่คิดไม่ฝันมาก่อนว่าจะได้มีโอกาสอ่านบทความที่ได้ความรู้เช่นนี้ บร๊ะเจ้าช่วยกล้วยทอดมันเยี่ยมเสียจริง ทำได้ดีมากๆเลยชอบคุณที่ได้ทำมาให้อ่าน อยากอ่านอีกๆๆๆวันหลังมาโพสต์อีกนะจะรออ่าน รวมดาราการเมืองขอบอกว่าชายโอเขาทำได้ดีจริงๆๆ

    ตอบลบ
  9. ได้ความรู้มาอ่านอีกรอบแล้วค่ะ ว้าวๆๆสุดๆๆ....okมากม๊ากก

    ตอบลบ